"อากาศดีจัง..." ผมรำพันกับตัวเอง ในขณะที่ผมกำลังจะกลับบ้าน จากการไปเที่ยวบ้านเพื่อนมา จริงๆแล้ว วันนี้เป็นหนึ่งในวันเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบรอบ 60ปี ของ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา แต่ว่า ผมกลับใช้เวลาไปกับการนั่งเล่นอูโน่ ที่บ้านเพื่อนกินหมูกระทะ แล้วก็กลับบ้าน
"บานไม่ใส่เสื้อเหลืองเหรอวะ"
"อือ ไม่อ่ะ"
"ทำไมวะ"
"ใส่แล้วไม่ขึ้น"
เพื่อนผมก็คงรู้สึกแปลกๆที่ผมตอบแบบนั้น ผมเองก็ตอบแบบตัดปัญหาไปเท่านั้นเอง โดยปกติแล้วผมเองไม่ชอบเลยที่พอผมไม่ใส่เสื้อเหลืองแล้วต้องโดนคนมองแปลกๆ ผมไม่ได้แปลก ผมก็แค่ไม่ชอบใส่ไปตามกระแสเท่านั้น ปกติผมไม่ชอบเลยกับการทำอะไรแบบนี้เพื่อแสดงออกว่าตัวเองมีความรักหรือความห่วงใย
ของแบบนี้มันอยู่ที่ใจ ผมคิด
มันมีสิ่งต่างๆมากมายในสังคมที่ต้องทำเพื่อแสดงออกความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งโดยมากแล้ว มันก็คงเป็นแผนการโฆษณา เพื่อที่จะขายสินค้ามากกว่า ใครเป็นคนกำหนดว่า ให้ช๊อคโกแล๊ต กับ ดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์ ใครเป็นคนกำหนดว่ารักมหาลัยพอถึงงานบอลต้องซื้อเสื้อบอล ดังนั้นผมจะโดนว่าอยู่เสมอเวลาไม่ซื้อเสื้อที่ทางโรงเรียน หรือทางมหาลัยจัดหามาให้ผมซื้อ
ก็ลายไม่สวยอ่ะ
ไม่มีเงินอ่ะ
โอ๊ย ใส่แล้วดูอ้วน
ข้ออ้างต่างๆ เหล่านี้จะออกจากปากผมเสมอเวลาที่มีคนมาพยายามขายของให้กับผม ซึ่งเค้าเองก็คงไม่ได้รู้สึกแย่อะไรเพราะในเมื่อผมไม่ซื้อยังมีกลุ่มลูกค้าอีกมากมายที่เค้าสามารถไปขายได้ ซึ่งเหตุผมที่ผมว่าไปนั้นก็เป็นแค่ข้ออ้างเฉยๆบางทีไอ้เสื้อที่ผมบอกว่าลายไม่สวยน่ะจริงๆแล้วผมยังไม่ได้ดูลายของเสื้อเลยด้วยซ้ำ จริงๆแล้ว ผมก็แค่ไม่ชอบอะไรแบบนี้เท่านั้นเอง เพราะผมรู้สึกเป็นเหยื่อการตลาดผมก็เลยตัดสินใจที่จะไม่ซื้อมัน เรื่องนี้เองก็เช่นกัน
ผมขึ้นเรือที่ท่าคลองสานเพื่อที่จะไปลงตรงสี่พระยา บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาเวลาค่ำคืนนั้นสวยงามไปหมด เต็มไปด้วยแสงจากโรงแรมชั้นหนึ่ง แล้วก็มีเรือมากมาย แสงสีตระการตา พวกนั้นคนเป็นเรือจากโรงแรม บนเรือคงมีอาหารชั้นหนึ่งพร้อมกับการแสดงอันสวยงามจากนางรำ คนบนนั้นก็คงจะมาหาความสวยงามและบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เลื่องลือกันมา
ผมจ่ายเงิน 3บาทที่ปลายท่าพร้อมกับคิดในใจว่า ถ้าอยากรับรู้บรรยากาศตรงแม่น้ำเจ้าพระยา จริงๆแล้วก็แค่นั่งเรือข้ามฟาก กลับไปกลับมาไม่ได้เหรอ ก็ได้บรรยากาศการนั่งเรือบนแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนกัน จริงๆแล้วที่ผมคิดนี้ก็อาจจะเป็นแค่ผมอิจฉาที่ไปนั่งบนเรือชั้นหนึ่งไม่ได้ล่ะมั้ง
ผมได้ยินเสียงระเบิด ผมเห็นพลุสว่างไสวเต็มไปหมด มีคนบอกว่าพลุงดงามมากมาย ผมก็คิดว่าจริง แต่ไม่รู้สิบางทีผมก็คิดว่าปัจจุบันผู้คนให้ความสวยงามกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจนลืมความงดงามเดิมๆไป ปัจจุบันท้องฟ้าในกรุงเทพนั้นหาดวงดาวยากเต็มที เพราะเนื่องจากแสงไฟที่อยู่บนพื้นดินจึงทำให้เรามองไม่สามารถเห็นดวงดาวในกรุงเทพได้อีกแล้ว
มันก็คงจะเปรียบได้กับสิ่งที่ผมกล่าวไปตอนแรก การใส่เสื้อสีเหลือง การให้ดอกไม้ สิ่งเหล่านี้ผมมองว่ามันก็เหมือนกับ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น จนทำให้เราไม่สามารถมองจุดประสงค์ที่แท้จริงของมันไปได้ ทำให้ผมนึกถึงแสงไฟที่พรากดวงดาวที่ผมชอบออกจากท้องฟ้า คงเพราะเหตุนี้ล่ะมั้งที่ผมจึงไม่ชอบการกระทำตามกระแสของบุคคลทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ล่ะมั้งผมจึงมองมันในแง่ลบมาเสมอ
ผมเดินผ่านตลาด มีเสื้อสีเหลืองขายเต็มไปหมดก่อนที่ผมจะคิดตำหนิสังคมอะไรก็มีเสียงนึงเรียกผม
หนูๆ
เป็นเสียงคุณยายแก่ๆ ชุดมอซอ สวมเสื้อเก่าๆผมเห็นก็รู้ทันทีว่าคุณยายทำอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและมีอยู่ทั่วทั้งโลก ขอทาน
หนูขอเงินให้ยายหน่อยได้มั้ยจ๊ะ
เฮ้อ... จริงๆแล้วผมกำลังรีบกลับบ้านผมส่ายหน้าแล้วพยายามเดินไปอย่างรวดเร็ว
ยายจะเอาเงินไปซื้อเสื้อสีเหลืองน่ะลูก ป้าขาดอีก50เอง เสื้อมันแพงกว่าที่ยายคิดอีก
ผมนิ่ง....ผมก็เคยได้ยินขอทานยกเหตุผลมากมาย ว่าจะกลับบ้านบ้าง ต้องการเงินเพื่อกินอาหารบ้างแม้กระทั่งเดินมาขอเอาดื้อๆเลยว่า
พี่ผมไม่ได้กินเหล้ามานานมากแล้ว ขอผมเหอะ
แต่ในวันนี้ผมได้เหตุผลที่แปลกไปยายคนนั้นไม่ได้ขอเงินไปเพื่อซื้อความสุขทางกายแต่ว่ายายขอเงินไปเพื่อซื้อความสุขทางใจ ผมยืนนิ่งแล้วถามยาย
ยายจะเอาไปซื้อเสื้อจริงๆเหรอครับ ผมถาม
หลานไม่เชื่อยายเหรอ
ครับ
งั้นเอาเงินยายไปแล้วซื้อเสื้อให้ยายหน่อยได้มั้ย ยายพูดพร้อมกับยัดเงิน50บาทใส่ในมือผม
เด๋วยายจะรอตรงนี้นะ
แน่นอนผมคงไม่ชั่วขนาดที่จะเอาเงินของยายไปเลยแล้วทิ้งยายไว้ตรงนั้น แต่ถ้าเกิดว่าผมจะซื้อเสื้อให้ยาย ตลาดแถวนั้นมันขายตั้ง 150 บาทผมต้องออกเงินให้อีกตั้ง100บาทเชียวนะ เดือนนี้ออกเที่ยวเยอะ ซื้อหนังสือก็เยอะยิ่งจนๆอยู่ทางเลือกที่ควรทำที่สุดก็คือ เอาเงินคืนยายไปแล้วบอกว่าให้ไปขอคนอื่น
รอแป๊ปนะยาย
บางทีคำพูดกับจิตใจมันก็ไม่ไปทางเดียวกัน ผมเดินไปร้านขายเสื้อใกล้ๆตรงนั้น เสื้อเขียนราคา150บาท มันก็คือเสื้อธรรมดาแล้วก็มีตราของในหลวงเท่านั้น ทำไมเสื้อนี้ถึงมีความหมายต่อจิตใจของคนในประเทศไทยได้มากขนาดนี้กัน
ขอเสื้อในหลวง1ตัวครับ ผมเดินไปหาคนขายพร้อมกับยิ้มให้ ผมยื่นเงิน 150 ให้ไปคนขายก็ยิ้มตอบ เค้ายิ้มตอบเพราะอะไรกันนะ ยิ้มตามมารยาท ยิ้มเพราะว่าสามารถขายเสื้อขายได้ ก็อย่างที่ว่าไปผมไม่ชอบการกระทำที่เกิดจากการแสดงออกเพราะเสแสร้งเลย
ผมเดินกลับมายื่นเสื้อให้ยายคนนั้น ยายขอบอกขอบใจผมใหญ่ ยายสวมเสื้อเหลืองตัวนั้นทับแล้วยายก็เดินจากไป หลานเองไม่ซื้อเสื้อสีเหลืองมาใส่ด้วยล่ะ วันนี้วันดีทั้งทีนะ ยายกล่าวทิ้งท้ายพร้อมกับจากไปด้วยอารมณ์ที่ดียิ่งคำพูดของยายในวันนี้ทำให้ผมคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง
บางทีคนที่ผิดไปอาจจะเป็นผมเองก็ได้ จริงๆแล้วไม่ว่าใครก็มีสิทธิที่จะแสดงความเชื่อของตัวเอง จะเป็นเพราะการตลาด จะเป็นเพราะถูกหลอกมา ไม่ว่าอะไรก็ช่างถ้าสิ่งเหล่านั้นทำให้คนที่มีความเชื่อมีความสุข ถ้าสิ่งเหล่านั้นทำให้เค้ามีความสุขกว่าเงินสดๆ 100บาทที่ผมจะยื่นให้เพื่อให้เค้าไปหาอาหาร ผมอาจจะมองสิ่งเหล่านี้ด้วยอคติมากเกินไป จนไม่มีความสุขกับความเชื่อเล็กๆน้อยๆเหล่านี้
แต่ละคนมีความสุขในความเชื่อของตัวเองต่างกัน
ผมมองขึ้นฟ้าอีกครั้ง ผมมองไม่เห็นดาว
แต่ก็คงไม่เป็นไร เพราะถึงผมจะมองไม่เห็นมัน
ดาวก็ยังคงอยู่ตรงนั้นอยู่ดี
บางทีถึงแม้สิ่งภายนอกจะแสดงออกเป็นกระแสยังไง แต่ถ้าเราไม่ลืมสิ่งที่อยู่ภายในมันก็คงไม่เป็นไร
วันรุ่งขึ้น วันนี้ผมก็ไม่ได้ใส่เสื้อเหลืองแต่อย่างใด
แต่ผมมองคนใส่เสื้อเหลืองหลายๆคน
แล้วผมยิ้ม...
พร้อมกับใส่เงินบริจาคลงในกล่องรับบริจาคโครงการในพระราชดำริ
ผมใส่ไปเท่ากับราคาเสื้อ 150 บาท
จะมีอะไรดีขึ้นมั้ย? อาจจะมี หรืออาจจะไม่
แต่เท่านี้ผมก็ภูมิใจแล้ว
ขอให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
------------------------------------
ถ้าช่วยเม้นว่าผมเขียนดีหรือไม่ดีไม่จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ
ช่วงนี้ฝึกเขียนอยู่จะได้เอาไปเขียนสอบได้ - -
รักคนอ่าน ทุกคนครับ -3-
edit @ 2006/09/22 18:50:39